วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การขอออกหมายจับ

บทที่ ๓ การทำสำนวนการสอบสวน
ข้อ ๓.๓ หมายจับ

               ระเบียบการขอให้ศาลออกหมายจับ ให้ปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้
               ๑.  ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยแนวปฏิบัติในการออกหมายจับและหมายค้นในคดีอาญา พ.ศ.๒๕๔๕
               ๒.  ข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ.๒๕๔๘ (คลิกที่นี่)
               ๓.  แนวทางที่ศาลขอความร่วมมือให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการ

               การยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับ ในกรณีที่ต้องระบุเหตุผลเป็นพิเศษไว้ในหมายจับ มีดังนี้
               ๑.  พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ถูกขังอยู่ และได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวไป ก่อนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ ต่อมา พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องและให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปฟ้อง แต่พนักงานสอบสวนไม่สามารถส่งตัวได้ เนื่องจากผู้ต้องหาหลบหนี พนักงานสอบสวนจึงต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลออกหมายจับ
               ๒. การขอให้ศาลออกหมายจับในคดีความผิดเกี่ยวกับเช็ค ต้องระบุจำนวนเช็ค วันเวลาที่กระทำความผิด และจำนวนเงินที่สั่งจ่าย เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว เป็นต้น
              กรณีดังกล่าวนี้ ในหมายจับของศาลที่มีข้อความว่า "ด้วยผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ..." ให้พนักงานสอบสวนระบุเหตุผลพิเศษโดยละเอียดไว้ในหมายจับที่มีข้อความดังกล่าวด้วย

              ให้พนักงานสอบสวน และผู้บังคับบัญชาซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุม ตรวจสอบ เร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา ดำเนินการดังนี้
              ๑.  ตรวจสอบพยานหลักฐานในสำนวน ว่ามีหลักฐานหนักแน่นเพียงพอว่า บุคคลที่จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับนั้น น่าจะได้กระทำความผิดตามข้อหาหรือไม่ หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่หนักแน่นเพียงพอ ก็ให้สั่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมเสียก่อน
              ๒.  รวมทั้งตรวจสอบกลั่นกรองตัวบุคคลที่จะขอให้ศาลออกหมายจับ เช่น การออกหมายจับบุคคลตามภาพถ่ายหรือภาพเขียนเหมือนจริง การออกหมายจับบุคคลที่มีชื่อและชื่อนามสกุลซ้ำกันว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ต้องหาที่จะขอให้ศาลออกหมายจับหรือไม่  และ
              ๓.  ให้หัวหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจสอบสวน ผู้บังคับการ หรือผู้บัญชาการ แล้วแต่กรณี ลงนามในคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับในฐานะผู้ร้อง ก่อนมอบหมายให้พนักงานสอบสวนไปยื่นคำร้องต่อศาล
         
               หลังจากที่ศาลออกหมายจับแล้ว หากปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่า
               -  ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับไม่ใช่ผู้กระทำผิด (ออกหมายจับผิดตัว) หรือ
               -  การกระทำของผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาตามหมายจับ ไม่เป็นความผิด
               ให้พนักงานสอบสวนรีบยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนหมายจับ และมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา จากนั้น ส่งความเห็นพร้อมสำนวนหรือเอกสารการสอบสวนเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ไปยังพนักงานอัยการต่อไป

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

การชี้ตัวผู้ต้องหา

            พนักงานสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชาผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการชี้ตัวพึงระลึกเสมอว่า การชี้ตัวผู้ต้องหาเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยปราศจากอคติและการบังคับ จึงห้ามจัดให้มีการชี้ตัวโดยผู้ชี้ตัวไม่เต็มใจ หรือไม่สมัครใจ โดยเด็ดขาด
            ในการจัดให้มีการชี้ตัวผู้ต้องหา ให้กระทำแต่เฉพาะวิธีชี้ตัวผู้ต้องหาโดยมิให้ผู้ต้องหาเห็นตัวผู้ชี้ตัว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้กล่าวหาและพยานผู้ชี้ตัวผู้ต้องหา
            กรณีที่พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นจะต้องจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ชี้ตัวบุคคลใด ให้พนักงานสอบสวนจัดให้มีการชี้ตัวบุคคล ในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และสามารถป้องกันมิให้บุคคลซึ่งจะชี้ตัวเห็นตัวเด็ก โดยให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ พนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการชี้ตัวบุคคลนั้น เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่อาจหาหรือรอบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ และเด็กไม่ประสงค์จะให้มี หรือรอ บุคคลดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ให้พนักงานสอบสวนบันทึกเหตุดังกล่าวไว้ในบันทึกพนักงานสอบสวนด้วย
             ในกรณีการชี้ตัวผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีให้พนักงานสอบสวนจัดให้มีการชี้ตัวในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และสามารถป้องกันมิให้ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กนั้น เห็นตัวบุคคลที่จะทำการชี้ตัว  (ข้อ ๖.๑๑)


วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

การสอบสวนชันสูตรพลิกศพ

ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้น
            (๑)  โดยการกระทำของเจ้าพนักงาน  ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
            (๒)  ในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน   ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
            (๓)  ผู้ตายถูกกล่าวหาว่า ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน  ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่

            -  ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ (รอง ผบก. ที่ได้รับมอบหมาย) แจ้งให้พนักงานอัยการ เข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนในการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ และสำนวนการสอบสวนด้วย
            -  การแจ้งอาจทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือวาจาก็ได้ ในกรณีที่แจ้งด้วยวาจา ให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในบันทึกพนักงานสอบสวนด้วย
            -  ให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รับผิดชอบทำสำนวนการสอบสวน โดยพนักงานอัยการอาจให้คำแนะนำ ตรวจสอบพยานหลักฐาน ถามปากคำ หรือสั่งให้ถามปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ ตั้งแต่เริ่มการทำสำนวน นับแต่โอกาสแรกเท่าที่จะพึงกระทำได้
             -  กรณีจำเป็นเร่งด่วน และมีเหตุอันควร ไม่อาจรอพนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวนสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนต่อไป แต่ต้องบันทึกเหตุที่ไม่อาจรอพนักงานอัยการ ไว้ในบันทึกพนักงานสอบสวนด้วย
             -  ในการสอบสวน หากพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นไม่ตรงกัน พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ อาจทำความเห็นของตนรวมไว้ในสำนวนสอบสวนด้วยก็ได้

สำนวนการสอบสวน
                สามารถจำแนกตามสารบบออกได้เป็น ๓ ประเภท  คือ
                (๑) สำนวนคดีอาญาทั่วไป
                (๒) สำนวนคดีจราจรทางบก
                (๓) สำนวนชันสูตรพลิกศพ

ความหมาย
                "สำนวนชันสูตรพลิกศพ"  หมายถึง  สำนวนการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ ที่ได้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ซึ่งไม่ใช่สำนวนคดี เพียงแต่ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้โดยอนุโลม

การทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ (ข้อ ๓.๑๓)
                การทำสำนวนชันสูตรพลิกศพให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนเช่นเดียวกันกับการทำสำนวนการสอบสวนคดีอาญาทั่วไป โดยให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยการสอบสวนมาใช้โดยอนุโลม และในสำนวนชันสูตรพลิกศพ ควรประกอบด้วยเอกสาร ดังนี้
               (๑) หนังสือส่งพนักงานอัยการ หรือ หนังสือส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพ จากหัวหน้าสถานีตำรวจที่รับผิดชอบการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ ไปยังหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบสอบสวนคดีอาญาหรือคดีจราจรทางบก (กรณีพนักงานสอบสวนผู้ชันสูตรพลิกศพเป็นพนักงานสอบสวนคนละท้องที่กับพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจทำการสอบสวนคดีอาญาหรือคดีจราจรทางบก)
               (๒) รายงานการสอบสวนสำนวนชันสูตรพลิกศพ (แบบ ส ๕๖ - ๓/๓)
               (๓) บันทึกคำให้การผู้กล่าวหา (ห้ามมิให้ใช้คำว่า "ผู้ร้อง")
               (๔) บันทึกคำให้การพยาน เช่น สามีภริยา ญาติ ผู้ปกครอง ผู้รู้เรื่องการตาย แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพ เป็นต้น
               (๕) บันทึกพนักงานสอบสวน
               (๖) รายงานการชันสูตรพลิกศพ
               (๗) บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ
               (๘) แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ
               (๙) ภาพถ่าย
               (๑๐) รายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุจากหน่วยงานวิทยาการ (ถ้ามี)
               (๑๑) สำเนาทะเบียนบ้านและใบมรณะบัตร (ถ้ามี)
               (๑๒) พิมพ์ลายนิ้วมือของศพ และผลการตรวจสอบประวัติ (ถ้ามี)
               (๑๓) บัญชีสำนวนการสอบสวน

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบสวน

การปฏิบัติเมื่อมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบสวน

              ในกรณีมีผู้เสียหาย ผู้กล่าวโทษ ผู้ต้องหา สามี ภริยา หรือญาติของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับคู่กรณี ร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวน เกี่ยวกับการสอบสวนดำเนินคดีอาญา หรือ
              ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวน เห็นว่า คู่กรณีอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
              ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาผู้นั้นให้ความสนใจ รีบพิจารณาสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว และ
              ให้ผู้บังคับบัญชาผู้นั้นรีบรายงานถึงผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น ได้ทราบโดยมิชักช้าว่า ได้สั่งการไปประการใดแล้ว
              ให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาผู้รับรายงานดังกล่าว ติดตามผลการปฏิบัติ และสั่งพิจารณาการแก้ปัญหา เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม

              เมื่อเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ให้ผู้บังคับบัญชาเรียกสำนวนการสอบสวนมาตรวจ และพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร
               -  โดยรับผิดชอบทำการสอบสวนเสียเอง หรือ
               -  สั่งการให้พนักงานสอบสวนชั้นผู้ใหญ่รับผิดชอบทำการสอบสวนเสียเอง หรือ
               -  สั่งให้พนักงานสอบสวนชั้นผู้ใหญ่เข้าไปควบคุมการสอบสวนอย่างใกล้ชิดโดยมิชักช้า เพื่อกำกับดูแลให้การสอบสวนคดีนั้นเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว บริสุทธิ์ ยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย

              ให้ผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนที่ได้รับการร้องเรียนขอความเป็นธรรม แจ้งผลการดำเนินการเบื้องต้นให้ผู้ร้องเรียนทราบ ภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องร้องเรียน และจะแจ้งผลการดำเนินการให้ทราบอีกครั้ง หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ

(ที่มา : บทที่ ๒ การอำนวยความยุติธรรม ข้อ ๖ การสอบสวน  ข้อ ๖.๑๓)

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การดำเนินการเมื่อผู้ต้องหาเข้ามอบตัว

กรณีผู้ต้องหาเข้าหาพนักงานสอบสวน
                เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด ให้ดำเนินการดังนี้ 
                (๑)  กรณีมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดตามข้อหานั้น ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด แล้วบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาไว้ในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา (แบบ ส ๕๖ ๕) และต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้ 
                (๒)  รณีไม่มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดตามข้อหานั้น ให้พนักงานสอบสวนระบุการกระทำตามที่ผู้กล่าวหาได้กล่าวหาเท่านั้น โดยไม่ต้องแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดและฐานความผิดให้ผู้ต้องหาทราบแต่อย่างใด
               แต่ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลังว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดตามข้อหานั้น พนักงานสอบสวนจึงจะแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่า ผู้ต้องหาได้กระทำความผิดและฐานความผิดให้ผู้ต้องหาทราบเพิ่มเติม รวมทั้งต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้  


กรณีแจ้งข้อหาผู้ต้องหาแล้ว
            เมื่อมีการแจ้งข้อหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่มีการออกหมายจับ ให้ดำเนินการดังนี้ 
            (๑)  กรณีที่พนักงานสอบสวนเห็นว่า มีเหตุที่จะออกหมายขังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๑  พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอให้ศาลออกหมายขังทันที
                  ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดทำการ หรือใกล้จะปิดทำการ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่เปิดทำการ ในการนี้ให้พนักงานสอบสวนลงรายงานบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีเพื่อเป็นหลักฐานโดยให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับการแจ้งข้อหา และมีข้อความต่อท้ายดังนี้                         "นื่องจากขณะนี้เป็นเวลาที่ศาลปิดทำการหรือใกล้จะปิดทำการ พนักงานสอบสวนไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาไปขอให้ศาลออกหมายขังได้ทัน จึงนัดหมายให้ นาย/นาง/นางสาว ...... ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ .... /คดีจราจรที่ ..... ไปศาล ...... เพื่อขอให้ศาลออกหมายขัง นาย/นาง/นางสาว ....... ในวันที่ ....... เวลา .... น. นาย/นาง/นางสาว ...... ได้รับทราบคำสั่งของพนักงานสอบสวนแล้วยืนยันว่าจะไปศาลตามที่พนักงานสอบสวนสั่ง จึงให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน”  จากนั้นให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน
                 หากผู้ต้องหาไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจขังผู้ต้องหานั้นได้ โดยให้ถือเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้น (อาจตีความได้ ๒ กรณี คือ กรณีแรก ศาลปิดทำการแล้วแต่ผู้ต้องหาแสดงเจตนาไม่ยอมปฏิบัติตามตั้งแต่แรกโดยยืนยันว่าจะไม่ไปศาลตามกำหนดนัดและไม่ยอมลงลายมือชื่อในรายงานบันทึกประจำวัน พงส.จึงจะจับผู้ต้องหาได้  ส่วนกรณีที่สอง ศาลเปิดทำการในภายหลังแต่ผู้ต้องหาไม่มาตามนัด พงส.จึงติดตามจับตัวมาดำเนินคดีได้)
                 หากกรณีไม่ใช่เวลาศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ เมื่อพนักงานสอบสวนให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอให้ศาลออกหมายขัง หากผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหาดำเนินคดีตามข้อหาที่ได้แจ้งข้อหานั้น โดยถือว่า เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวได้
               (๒)  กรณีที่พนักงานสอบสวนเห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๑ หลังจากแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบแล้ว พนักงานสอบสวนจะจับกุมและควบคุมผู้ต้องหาไม่ได้ 
                      การบันทึกเกี่ยวกับการแจ้งข้อหาในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี บันทึกพนักงานสอบสวน หรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนบันทึกให้ปรากฏข้อความว่า
                     "แจ้งข้อหาหรือฐานความผิดให้ผู้ต้องหาทราบแล้ว จะได้สอบสวนต่อไป ไม่มีการจับกุมและควบคุมผู้ต้องหาแต่อย่างใด"
                     ห้ามมิให้บันทึกว่า แจ้งข้อหาหรือฐานความผิดให้ผู้ต้องหาทราบแล้วปล่อยตัวไปเพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีการจับกุมและควบคุมผู้ต้องหา
                     ในกรณีนี้ พนักงานสอบสวนไม่ต้องแจ้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๗/๑ เพราะผู้ต้องหาที่ถูกแจ้งข้อหาในกรณีนี้ ไม่ใช่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขัง และไม่ต้องทำบันทึกควบคุมผู้ต้องหาประกอบสำนวนแต่อย่างใด